3 กรกฎาคม 2557

การกู้เงินธนาคาร เพื่อทำธุรกิจ

การกู้เงินธนาคาร เพื่อทำธุรกิจสำหรับธุรกิจรายย่อย

การกู้เงินเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง กับ เรื่องราวดีจาก ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อยฯ มิตรแท้ SMEs

เงินทุนใน "การทำธุรกิจ" มักเป็นปัจจัย แรกๆ สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มอยากที่จะมีธุรกิจเล็กๆเป็นของตัวเอง บางคนก็มีไอเดียดีๆ มีพรสวรรค์ มีความสามารถ และ มีความคิดดีๆที่จะเริ่มธุรกิจของตัวเอง ซึ่งเป็นปัจจัยแรก และเป็นอุปสรรค ไม่เบา หรืออาจเรียกได้ว่า  ทุกอย่างพร้อมนะ ขาดแต่เงินลงทุน ธนาคาร จึงกลายเป็นผู้ช่วยคนสำคัญที่ คนที่จะทำธุรกิจ นึกถึง ซึ่งในอดีต ภาพลักษณ์หรือเรื่องราวของการทำเรื่องขอกู้เงิน ธนาคาร อาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ทำให้หลายคนวิตกกังวล แต่ในปัจจุบัน การกู้เงินธนาคาร กลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและสอบถามข้อมูลผ่านช่องทางการให้บริการอื่นๆได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งหลายธนาคารมีการปรับปรุง
ลดขั้นตอนการขอกู้เงิน เพื่อการลงทุนทำธุรกิจให้ง่ายมากขึ้น และมีข้อเสนอดีๆ ที่มอบให้กับลูกค้าอยู่เสมอ แต่...การที่จะกู้เงิน ธนาคารนั้น ก็ควรจะต้องเตรียมความพร้อมสักนิด เพื่อให้ขั้นตอนการดำเนินการขอกู้เงินนั้น เป็นไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว เพื่อให้ การกู้เงินธนาคาร เพื่อลงทุนทำธุรกิจของท่านนั้นได้รับการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ ตามที่ท่านได้ตั้งใจไว้ เป็นทุนในการลงทุน ทำธุรกิจ ในฝัน ตามที่ท่านต้องการ เรามาเรียนรู้วิธีการต่างๆ ดังนี้ กันนะคะ เผื่อบางที ท่านอาจได้รับการตอบรับ หรือ ธนาคาร ที่ท่านยื่นกู้เงิน ต้องการ Feed back จากท่าน

มาเริ่มกันที่ข้อแรก เลยนะคะ
1) รู้ลึกรู้จริงเรื่องธุรกิจ ที่จะลงมือทำ  (รู้ตัว)
ผู้ที่จะขอกู้เงิน จำเป็นต้อง รู้ลึก รู้จริงใน ธุรกิจ ที่ตัวเองกำลังจะเริ่มต้น รู้ว่า ท่านมีความเก่งด้านไหน ถนัดอะไร รู้ว่า จะขายอะไร รู้ว่า จะเอาสินค้าเหล่านั้น มาจากนั้น รู้ว่า คุณจะเอาสินค้าไปขายให้ใคร และสุดท้าย รู้หรือยังว่า ธุรกิจของคุณที่กำลังจะเริิ่มนี้ มีคู่แข่งในตลาดมากน้อยเพียงใด  และผู้ประกอบการต้องวิเคราะห์ ตัวเองให้ดี ว่า จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และวิกฤต ของตัวเอง นั้น เป็นอย่างไร  หรือที่เรียกกันว่า SWOT Analysis นั่นเอง ซึ่งทาง ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อยฯ ได้เตรียมข้อมูลให้ท่านได้ศึกษา ตาม ลิงค์ นี้ http://goo.gl/zKo1PF ผู้ที่จะกู้เงิน ต้องเตรียมตัวให้ดี ข้อมูลให้แน่น และที่สำคัญ ความสามารถในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย คืนได้ตามจำนวน และระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งธนาคาร ให้ความสำคัญมาก ในการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ ให้กับ ผู้ที่ประสงค์จะกู้เงิน
สำหรับผู้ที่จะ
กู้เงิน สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งซึ่งไม่ควรมองข้าม คือ การทำแผนธุรกิจ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยส่วนมาก ผู้ขอกู้ทั้งหลายอาจมีการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ ในการทำแผนธุรกิจประกอบการขออนุมัติ สินเชื่อธุรกิจ และ แผนธุรกิจถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญในการพิจารณาให้เงินกู้ทำธุรกิจ แต่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด จึงไม่ควรไปจ้างใครทำแผนธุรกิจขึ้นมาขอกู้เงินธนาคาร แต่หัวใจที่สำคัญที่สุด ในการขอกู้เงินนั้น ผู้ที่จะขอกู้เงิน รู้จักธุรกิจที่กำลังจะเริ่มต้นมากเพียงใด และนำเสนอ ไปในแผนธุรกิจเพื่อให้เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจของคุณ เพื่อให้ธนาคาร นำไปประกอบการพิจารณา สินเชื่อต่อคณะกรรมการ ที่จะพิจารณาให้สินเชื่อ (เงินกู้) กับ คุณตามที่คาดหวังไว้

2) วินัยทางการเงินที่ดี
การที่จะขอกู้เงินเพื่อทำธุรกิจ โดยส่วนมากธนาคาร จะพิจารณา จาก วินัยทางการเงินในระยะเวลา 3-7 ปี ของผู้ขอกู้ ที่จะนำมาเป็นเหตุผลในการพิจารณา สินเชื่อ หรือ อีกหนทางหนึ่ง ธนาคาร จะพิจารณาประวัติการทำธุรกิจ ของผู้กู้ที่ต้องทำธุรกิจมาอย่างน้อย 3 ปี ประวัติต้องไม่มีข้อมูลเสียหาย ในเครดิตบูโร ถ้าในกรณีที่มีการเกินวงเงินบ่อยๆ หรือ มีประวัติที่เสี่ยหาย ธนาคาร อาจพิจารณาให้สินเชื่อน้อยลง กว่าจำนวนที่ขอกู้  ดังนั้น หากจะมีแผนที่จะขอกู้เงินธนาคาร เพื่อทำธุรกิจ ควรตระหนักในการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ... และไม่ควรให้มีประวัติหนี้เสีย  หรือผิดนัดการชำระเงินกับธนาคารใดๆ เพราะหากมีประวัติทางการเงินที่ไม่ดี ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาการขอกู้เงิน และธนาคาร จำเป็นต้องป้องกันความเสี่ยงจากหนี้เสีย ที่อาจเกิดขึ้นจากการให้กู้เงินในอนาคต

3) ความสามารถในการชำระเงิน
การที่ธนาคาร จะพิจารณาอนุมัติเงินกู้ให้ กับ ลูกค้านั้น ธนาคารจะมีการพิจารณาจาก ความสามารถในการชำระหนี้ ของผู้ขอกู้เงินเป็นสำคัญ ถึงแม้ ธนาคาร จะพิจารณาจากหลักทรัพย์ค้ำประกัน ในเบื้องต้นแล้ว แต่หากธุรกิจของผู้ขอกู้เงิน มีแนวโน้มที่จะมีผลประกอบการจากธุรกิจไปในทางที่ดี และ ธนาคารพิจารณาแล้ว พบว่า ความสามารถมีมากเพียงพอที่จะชำระเงินกู้ คืนแก่ ธนาคาร ซึ่ง ธนาคารอาจพิจารณาให้วงเงินกู้ ในจำนวนที่สูงขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือ สภาพคล่องทางธุรกิจ ที่จำนำมาซึ่งความสามารถในการชำระเงินคืน แก่ธนาคาร เป็นสำคัญ

4) การปฎิบัติตามเงื่อนไขของธนาคาร
สำหรับสินเชื่อเพื่อคนค้าขาย สำหรับผู้ที่ประสงค์จะขอกู้เงิน ธนาคาร นั้น ทางธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนเงินทุน สูงสุด 10 ล้านบาท ผ่อนนาน 10 ปี สินเชื่อธุรกิจแก่ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีศักยภาพเพียงแค่มีสินทรัพย์ไม่ ว่าจะเป็น บ้าน อาคาร สถานประกอบการ ห้องชุด ที่ดินเปล่า หรือทองคำ ก็นำมาเป็นหลักประกันได้  สำหรับข้อมูลอื่นเพิ่มเติม สามารถศึกษาได้จาก ที่ http://goo.gl/lM4rIH

สิทธิพิเศษสำหรับผู้ขอสินเชื่อ
สามารถขอวงเงินกู้เพิ่มได้สูงสุด 15% จากวงเงินกู้ที่ได้รับการอนุมัติ เพื่อนำไปชำระค่าเบี้ยประกันต่างๆ ค่าจดจำนองหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ

เอกสารประกอบการสมัคร

บุคคลธรรมดา
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาบัญชีเงินฝากที่ใช้หมุนเวียนในกิจการย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หรือเอกสารอื่นที่แสดงแหล่งที่มาของรายได้
  • สำเนาเอกสารสิทธิหลักประกัน เช่น โฉนดที่ดิน หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด หรือใบอนุญาตปลูกสร้าง
นิติบุคคล
  • สำเนาหนังสือรับรอง / หนังสือบริคณห์สนธิ  /  บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น 
  • สำเนางบการเงินย้อนหลังอย่างน้อย 3 ปี
  • สำเนาบัญชีเงินฝากที่ใช้หมุนเวียนในกิจการย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน
    หรือเอกสารอื่นที่แสดงแหล่งที่มาของรายได้
  • สำเนาเอกสารสิทธิหลักประกัน เช่น โฉนดที่ดิน หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด หรือใบอนุญาตปลูกสร้าง

1 กรกฎาคม 2557

การวิเคราะห์ศักยภาพตัวเอง ง่ายๆด้วย SWOT Analysis สำหรับ ธุรกิจรายย่อยและ ธุรกิจ SMEs

การวิเคราะห์ศักยภาพตัวเอง ง่ายๆด้วย SWOT Analysis  สำหรับ ธุรกิจรายย่อยและ ธุรกิจ SMEs
การทำ SWOT สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจรายย่อย และ ธุรกิจ SMEs เป็นขั้นตอนที่ ผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการเริ่มต้นธุรกิจเล็กๆ วางรากฐานความมั่นคงในชีวิตให้กับตนเองและครอบครัวพึงกระทำ เพื่อศึกษาศักยภาพและสิ่งแวดล้อมก่อนที่จะลงมือทำธุรกิจ ทั้ง ธุรกิจรายย่อย และ ธุรกิจเอสเอ็มอี( ธุรกิจ SMEs)
ผู้ประกอบการต้องดำเนินการเป็นอันดับแรกเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจที่จะทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ จุดแข็ง (S = Strengths) จุดอ่อน (W = Weaknesses) โอกาส (O = Opportunities) และอุปสรรค (T = Threats) ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลในทั้ง 4 เรื่องจะช่วยให้ผู้ประกอบการทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับรายละเอียดของธุรกิจที่ตนเองกำลังจะเริ่มต้นลงทุนอย่างแท้จริง อันจะนำมากำหนดกรอบและวางแผนทางธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการวางแผนควรเป็นการประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันและระดมสมองตัดสินใจเพื่อให้ได้กรอบนโยบายและแผนการที่ดีที่สุดนั่นเอง ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1 วิเคราะห์จุดแข็ง (Strengths)
ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยภายในของผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย และ ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี(SMEs) ที่เป็นสภาพแวดล้อมภายในแต่ละธุรกิจที่ดี เช่น จุดแข็งทางด้านการเงิน จุดแข็งทางด้านการผลิต จุดแข็งทางด้านกำลังคนแรงงาน ที่ผู้ประกอบการธุรกิจจะนำไปสร้างเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดต่อไป
2 วิเคราะห์จุดอ่อน (Weaknesses)  
ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยภายในของผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย และ ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี(SMEs) ที่เป็นปัญหาที่เกิดสถานการณ์ภายในองค์กรที่เป็นลบและด้อยความสามารถ ซึ่งองค์กรไม่สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ในการทำงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ หรือหมายถึง การดำเนินงานภายในที่องค์กรทำได้ไม่ดี

3 วิเคราะห์โอกาส(Opportunities) ซึ่งเกิดจากปัจจัยภายนอก เป็นผลจากการที่สภาพแวดล้อมภายนอก ผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย และ ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี(SMEs)  เอื้อประโยชน์หรือส่งเสริมการดำเนินงานขององค์กร โอกาสแตกต่างจากจุดแข็งตรงที่โอกาสนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายนอก แต่จุดแข็งนั้นเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมภายใน นักการตลาดที่ดีจะต้องเสาะแสวงหาโอกาสอยู่เสมอ และใช้ประโยชน์จากโอกาสนั้น
4 วิเคราะห์อุปสรรค (Threats)   
เป็นปัจจัยภายนอก ที่เข้ามาขัดจังหวะ หรือ เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจรายย่อย และ ผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี(SMEs) จะต้องมีกลยุทธ์ในการขจัดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรค ของธุรกิจไม่ว่าจะเป็น ด้านนโยบายของรัฐ คู่แข่งรายใหม่ที่เกิดขึ้น การแข่งขันทางด้านราคา ของคู่แข่ง ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจของตนเอง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยปัญหาภายนอกที่จะเข้ามาสร้างอุปสรรคแก่ธุรกิจ ให้ได้

ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) สนับสนุนเงินทุน สูงสุด 10 ล้านบาท ผ่อนนาน 10 ปี สินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยที่มีศักยภาพเพียงแค่มีสินทรัพย์ไม่ว่าจะเป็น บ้าน อาคาร สถานประกอบการ ห้องชุด ที่ดินเปล่า หรือทองคำ ก็นำมาเป็นหลักประกันได้  ข้อมูลเพิ่มเติม  www.tcrbank.com

17 มีนาคม 2557

สินเชื่อรถแลกเงิน ธนาคารไทยเครดิตฯ

สินเชื่อรถแลกเงินธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน)



ถ้าคุณมีรถก็เหมือนมีเงินสดใช้ได้ทัน ใจ...ด้วยบริการสินเชื่อรถแลกเงินธนาคารไทยเครดิต ซึ่งเพิ่มความสะดวกทางการเงินให้แก่คุณในเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว หรือสำหรับครอบครัวของคุณ เพียงท่านเป็นเจ้าของรถ โทรมาหาเราหรือขับรถมาหาเรา พร้อมสมุดทะเบียนรถยนต์ที่ธนาคารไทยเครดิตทุกสาขา ได้เงินสด  รถยังมีใช้  อนุมัติฉับไว เงื่อนไขไม่ยุ่งยาก บริการเป็นกันเอง 

  • วงเงินกู้ สูงสุด 90% ของราคาประเมินกลางของธนาคาร
  • ระยะเวลากู้  สูงสุด 72 เดือน 
  • อัตราดอกเบี้ยลดต้นลดดอก (Effective Rate) จ่ายมากก็ประหยัดดอกเบี้ยมาก
เำพียงท่านมีรถ โทรหาเรา เรา...จัดให้ 


อ่านข้อมูลเพิ่มเติม ที่
http://www.tcrbank.com/product/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C/%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99

29 พฤศจิกายน 2554

เคล็ดการซื้อบ้านตอนที่ 6 : ตกแต่งบ้านอย่างมีความสุข


                                
               
                เมื่อเราดำเนินการจนได้บ้านมาแล้ว สิ่งแรก ๆ ที่คนทั่วไปจะทำคือตกแต่งบ้าน แต่จะตกแต่งอย่างไรให้มีความสุข และผูกพันเหมือนการแต่งงาน เรื่องนี้ไม่ยาก มีเคล็ดลับดังนี้

                ขั้นที่ 1 ไม่ต้องรีบตกแต่ง เพราะบ้านที่ซื้อมา เราจะอยู่กันนาน ๆ มีเวลาตกแต่งต่อเติมไม่น้อยกว่า 10 ปี วันแรกที่เข้าบ้านใหม่ ให้ถ่ายรูปเก็บไว้ เพราะเมื่อเวลา 5 ปี ผ่านไป ข้าวของต่าง ๆ จะเต็มบ้าน และเมื่อ 10 ปี ผ่านไป อาจจะเข้าขั้นรก จนไม่รู้ว่า จะเอาของไปวางไว้ไหน จนไม่สามารถจำภาพวันแรกที่ย้ายเข้าบ้านได้เลย ดังนั้น การเร่งการตกแต่งบ้าน จะเป็นการเร่งความรกของบ้านมากยิ่งขึ้น

                ขั้นที่ 2 วางแผนระยะยาวในการต่อเติม เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่ต้องการจริง ๆ เช่น เพิ่มพื้นที่ซักล้าง ต่อเติมห้องครัว ห้องเก็บของ เป็นต้น เหตุที่ต้องวางแผนเพื่อให้การต่อเติมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีบ้านหลายหลังที่อยากจะทำก็ทำ ออกมาบ้านเลยมีลายคล้าย ๆ ตุ๊กแก เลยทีเดียว

                ขั้นที่ 3 ต้องตั้งหลักในการกำหนดสไตล์ของบ้านให้เหมาะกับกำลังทรัพย์ เพราะจะมีผลต่ออุปกรณ์ตกแต่ง และราคา มีหลายคนตั้งใจจะทำเป็นสไตล์บาหลี แต่แต่งได้แค่ห้องเดียว เงินไม่พอเลยสวยแค่ห้องเดียว

                ขั้นที่ 4 กำหนดงบประมาณในแต่ละปีในการบำรุงรักษา ตกแต่ง ต่อเติม เนื่องจากกิจกรรมหล่านี้จะที่ใช้เงินเยอะ จึงต้องมีการตระเตรียมไว้อย่างชัดเจน

การที่ค่อยๆ ตกแต่งบ้าน โดยไม่กะทำให้เสร็จในครั้งเดียวจะทำให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับบ้าน มีความหวงแหน ทำให้เอาใจใส่ดูแล บำรุงรักษาอยู่สม่ำเสมอ บ้านจะไม่โทรมเร็ว

                แต่เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ การตกแต่งบ้านไม่ควรใช้เงินกู้ เพราะจะกลายภาระที่เกินตัว เนื่องจากเราจะต้องเก็บเงินเพื่อการซ่อมแซมอยู่แล้วในอนาคต การตกแต่งด้วยการกู้จึงเหมือนกับเป็นการเร่งเอาอนาคตของบ้านมาใช้ในปัจจุบัน พอมีเหตุที่ต้องใช้เงินจริง ๆ อาจจะเกิดปัญหาไม่มีเงินสดสำรองในการซ่อมแซมบ้านก็ได้

               เท่านี้ก็จะได้อยู่บ้านที่เราพอใจ และมีความสุข เมื่อใจมีความสุข โรคภัยไข้เจ็บก็จะไม่ค่อยมาเยือน

นายไทยเครดิต
twitter @TCRBank

25 พฤศจิกายน 2554

เคล็ดการเลือกซื้อบ้านตอนที่ 5 เลือกธนาคารให้ถูกใจ

การเลือกซื้อบ้านตอนที่ 5 เลือกธนาคารให้ถูกใจ

คนที่มีเครดิตดีแล้ว มีโอกาสในการเลือกสถาบันการเงินได้มากกว่า


       เมื่อตัดสินใจจะซื้อบ้านแล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการตัดสินใจเลือกสถาบันการเงินที่เราจะทำธุรกรรมทางการเงิน แต่การเลือกสถาบันการเงินอย่างไรให้ถูกใจและมีความสุขในการผ่อนชำระนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกของท่าน

      เมื่อมีโอกาสในการเลือกใช้สถาบันการเงินได้ ข้อแนะนำในการพิจารณาเลือกใช้สถาบันการเงินคือ

  1. โอกาสที่สถาบันการเงินจะอุนมัติวงเงิน
  2. ดอกเบี้ย (ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว) อย่าดูเฉพาะปีแรก แต่ให้ดูตลอดอายุสัญญา
  3. ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าประเมิน ค่าทำสัญญา
  4. เงื่อนไขอื่น ๆ ที่มีในการผ่อนชำระ เช่น ข้อห้ามการปิดบัญชี ข้อห้ามการผ่อนชำระเกินกำหนด
  5. สถานที่ชำระเงิน ความสะดวกสบาย ค่าธรรมเนียม
  6. การบริการลูกค้าหลังการขาย

       เมื่อพิจารณาข้อเสนอต่าง ๆ รอบคอบแล้วจึงตัดสินใจเลือกธนคารที่คิดว่าเหมาะกับตนเอง แค่นี้ก็สามารถผ่อนชำระได้อย่างสบายใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

นายไทยเครดิต
twitter @TCRBank

เคล็ดการเลือกซื้อบ้านตอนที่ 3 เลือกอย่างไหนดีเอ่ย ?


"บ้านเดี่ยวมีบริเวณ เทียบกับชีวิตชิว ๆ ในคอนโดฯ"

เมื่อ... ตอนที่แล้ว เอาบ้านใหม่ หรือ บ้านมือสอง หลายท่านที่ติดตามอ่านน่าจะตัดสินใจได้บ้างแล้ว ว่าจะเลือกบ้านมือใหม่ หรือมือสอง

ในตอนนี้...เราจะมาลงรายละเอียดเรื่องการเลือกประเภทของบ้าน ประเภทของบ้านก็มีให้เลือกอีกหลายประเภทแตกต่างกันตามรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น...

บ้านเดี่ยว หมายถึงบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินที่ไม่มีผนังส่วนใดของบ้านเป็นผนังของบ้านอื่น เรียกว่า ตัวบ้านเป็นอิสระออกจากบ้านอื่น บ้านแบบนี้จะได้ความเป็นส่วนตัวมากที่สุด แต่ใช้ประโยชน์ในการใช้สอยน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับที่ดิน การสร้างบ้านจะมีอิสระมากที่สุดเพราะสามารถออกแบบอย่างไรก็ได้ ตามขนาดของที่ดิน

บ้านแฝด เป็นบ้านที่ต้องอยู่ติดกันเป็นคู่ ๆ มีผนัง 1 ด้านติดกันและบ้านจะมีหน้าตาเหมือนกัน 2 หลัง เพียงแต่กลับข้างกัน บ้านแบบนี้ความเป้นส่วนตัวจะน้อยลง มีพื้นที่ที่ต้องใช้ร่วมกันกับผู้อยู่อาศัยคนอื่น แต่ข้อดีคือ ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี บ้านแบบนี้จะมีราคาถูกกว่าบ้านเดี่ยวอยู่พอสมควร

ทาวน์เฮ้า เป็นบ้านที่สร้างติดกันเป็นแผง จะมีผนัง 2 ข้าง (ซ้าย-ขวา) ที่เป็นผนังของบ้านอื่น มีโครงสร้างหลังคาในโครงสร้างเดียวกัน พื้นที่ใช้สอยไม่มาก ประมาณ 16-30 ตารางวา มักจะเป็นที่อยู่อาศัยราคาไม่แพงมาก ตั้งแต่หลักแสนถึง 3 ล้าน ความเป็นส่วนตัวก็จะลดลง เพราะมีคนมาอยู่เป็นเพื่อนทั้ง 2 ข้าง

อาคารพาณิชย์ บางคนเรียกว่าตึกแถว เพราะมีลักษณะเป็นตึกที่ตั้งเป็นแถวยาว มักจะสร้างอยู่ริมถนน เน้นการใช้งานเพื่อการค้าขายมากกว่าเป็นที่อยู่อาศัย ตึกแถวมักจะไม่ค่อยมีการออกแบบอะไรมากนัก ลักษณะจะเป็นตึกเหลี่ยม

โฮมออฟฟิศ เป็นบ้านกึ่งสำนักงาน เกิดจากการผสมผสานกันระหว่าง ทาวน์เฮ้าส์กับตึกแถว ออกแบบเพื่อให้สามารถเปิดเป็นสำนักงานด้านล่างได้ และสามารถใช้อยู่อาศัยด้านบน มีการออกแบบให้สวยงาม เน้นเรื่องที่จดรถ แต่ลักษณะจะสร้างเป็นแนวเช่นเดียวกับถึกแถวและทาว์นเฮ้า มีหลายชั้น 3-5 ชั้น เพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยภายในเพิ่มขึ้น แต่ออาจะไม่อยู่ริมถนนก็ได้

คอนโดมีเนียม บางคนอาจจะเรียกว่าแฟลต ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน ต่างกันที่ คอนโดมีเนียม เป็นอเมริกัน แฟลต เป็น อังกฤษ มีลักษณะเป็นห้อง ๆ เจ้าของจะได้เอกสารสิทธิ์อาคารชุด ไม่ใช่โฉนด จะต้องมีกฎระเบียบการอยู่ร่วมกัน มีการจดทะเบียนนิติบุคคลอาคารชุดเพื่อใช้บริการพื้นที่ส่วนกลาง นิยมสร้างในพื้นที่ใกล้เมืองหรือจุดที่สามารถเดินทางได้สะดวก คนส่วนใหญ่อาศัยการโดยสารสาธรณะ เป็นที่อยู่อาศัยที่มีความเป็นส่วนตัวน้อยที่สุด มีพื้นที่ใช้สอยน้อยที่สุดทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบของที่อยู่อาศัยแบบต่าง ๆ ผู้ที่จะซื้อบ้านก็ให้เลือกเอาตามความต้องการของตนเองเป็นที่ตั้ง

เมื่อทราบรายละเอียดเรื่องการเลือกประเภทของบ้านแล้วคงตัดสินใจเลือกบ้านในฝันได้ไม่ยากอีกต่อไป

นายไทยเครดิต
twitter @TCRBank

22 พฤศจิกายน 2554

เคล็ดการเลือกซื้อบ้านตอนที่ 4 จะผ่อนไหวไหมเนี่ย ?


รู้จะซื้อบ้านหลังใหญ่แค่ไหน ต้องประเมินกำลังตัวเองก่อน

จะซื้อหลังนึง ก็ต้องเลือกให้ดีๆ หลังจากได้ทำเลแล้ว ลักษณะบ้านแล้ว ถึงตอนนี้ก็ต้องเลือกขนาดบ้าน และราคา ขั้นตอนนี้ต้องมาประเมินตัวเองแล้วว่า รายได้และรายจ่ายในแต่ละเดือนจะเหลือผ่อนได้แค่ไหน

ขั้นที่ 1 คำนวณเบื้องต้น คือ เอารายได้แบบแน่นอนเป็นสำคัญ คนที่มีเงินเดือนจะใช้เงินเดือน บวกรายได้พิเศษต่าง ๆ ที่เป็นประจำแน่นอน สำหรับรายได้ที่ไม่ประจำ ให้คิดจากรายได้ย้อนหลัง 6 เดือนมารวมกันแล้วหารด้วย 6 (คือการเฉลี่ยย้อนหลัง 6 เดือน)

คนที่มีรายได้จากการทำการค้า ให้นำกำไรสุทธิแบบที่แสดงได้ มาเฉลี่ยย้อนหลัง 6 เดือนเช่นกัน

*** กรณีผู้กู้ร่วมกันหลายคน ให้ทำรายการนี้ โดยคิดทีละคนของผู้ที่จะร่วมกันกู้ แล้วค่อยนำมารวมกัน(ข้ออื่นๆ ถัดไปก็ให้ทำในลักษณะเดียวกัน) ***

ขั้นที่ 2 หารายจ่ายประจำ โดยให้คิดค่าอาหารที่ต้องรับผิดชอบทั้งหมด รวมถึงผู้อยู่ในอุปการะทั้งหมด ค่าใช้จ่ายน้ำ-ไฟ-โทรศัพท์-โทรทัศน์-Internet-น้ำมันรถ-รถเมล์ ฯลฯ ค่าสินค้าอุปโภคบริโภคเช่น น้ำยาซักผ้า อุปกรณ์ใช้ในบ้านต่าง ๆ สำหรับคนที่มีค่าเทอมลูก ตัวเอง หรือค่าอะไรก็ตามที่เป็นงวด ๆ ให้นำมาเฉลี่ยเป็นรายเดือนให้หมด แล้วนำรวมกัน

ขั้นที่ 3 ให้คิดเงินออม 10% ของรายได้ในขั้นที่ 1 โดย 10% นี้ คือค่าซ่อมแซมบ้าน 5% และค่าใช้จ่ายยามฉุกเฉิน (เช่นค่ารักษาพยาบาล) อีก 5%

ขั้นที่ 4 เอาขั้นที่ 1 ลบ ขั้นที่ 2 ลบ ขั้นที่ 3 จะเหลือเงินสำหรับจ่ายค่างวดผ่อนบ้านขั้นต้น แล้วให้หักค่างวดผ่อนอื่นๆ ทุกชนิด และค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยรายเดือน เช่น ค่าอาหารหรู ๆ ค่าท่องเที่ยว ค่าซื้ออุปกรณ์ความบันเทิงต่าง ๆ จะได้เงินค่างวดสุทธิ

ขั้นที่ 5 นำผลลัพธ์ในขั้นที่ 4 ไปคูณด้วยอัตราดังนี้
- ถ้าผู้กู้อายุไม่เกิน 30 ปี คูณด้วย 120
- ถ้าผู้กู้อายุไม่เกิน 35 ปี คูณด้วย 100
- ถ้าผู้กู้อายุไม่เกิน 40 ปี คูณด้วย 90
- ถ้าอายุไม่เกิน 45 ปี คูณด้วย 80

ตัวเลขที่ได้ จะเป็นราคาบ้านโดยประมาณ ที่น่าจะสามารถซื้อและผ่อนชำระได้

นายไทยเครดิต
twitter @TCRBank

เคล็ดการเลือกซื้อบ้านตอนที่ 2 บ้านเก่า-บ้านใหม่



"จะซื้อบ้านใหม่ก็แพง บ้านมืองสองก็โทรม เอาไงดีเนี่ย"
เมื่อตอนที่แล้ว ได้พูดถึงการเลือกทำเลในการซื้อบ้านไปแล้ว เมื่อได้ทำเลก็ต้องมาดูว่าจะซื้อบ้านใหม่ หรือ บ้านมือสองดี

การซื้อบ้านใหม่ จะมีข้อได้เปรียบคือ ได้ของใหม่ ถ้าเป็นของโครงการก็มีการรับประกันจากทางโครงการด้วย ได้แบบบ้านทันสมัย การดูแลรักษาในช่วงต้นน้อยกว่า
 แต่บ้านมือสองจะได้ทำเลที่ดีกว่าในราคาที่เท่ากัน เพราะราคาบ้านมือหนึ่งจากโครงการ จะถูกบวกค่าพัฒนาที่ดินเข้าไปด้วย บ้านมือสองได้เห็นสภาพแวดล้อมจริง รวมถึงเพื่อนบ้าน สภาพถนน สภาพน้ำท่วม ร้านค้า ปัญหาชุมชน ขยะ และอื่น ๆ จิปาถะ แต่ต้องยอมรับสภาพในการถูกใช้งานของเจ้าของเดิม อาจจะมีการซ่อมแซมก่อนเข้าอยู่จริง และใช้เวลาในการค้นหาที่นานกว่าซื้อจากโครงการ ต้องระวังเรื่องการย้อมแมวขาย
ปัญหาทางกฎหมายจะสามารถตรวจสอบได้จากเล่มประเมินในกรณีที่กู้จากธนาคาร หรือ จ้างบริษัทประเมินเอง ในกรณีที่ซื้อเงินสด เพื่อดูว่า ที่ดินอยู่ในแนวเวรคืน ติดปัญหาการโอน การถูกอาญัติทรัพย์หรือไม่ ถ้าติดปัญหาจะได้แก้ไขหรือเลือกบ้านหลังใหม่ได้ทันท่วงที
ดังนั้น ประเด็นเรื่องบ้านใหม่หรือบ้านมือ 2 ต้องตัดสินให้ดี ๆ เลือกแบบที่อยู่แล้วสบายใจ มีความสุขที่สุด
 นายไทยเครดิต
twitter @TCRBank

การเลือกใช้บัญชีเงินฝาก


                "เลือกเปิดบัญชี มีเยอะแยะ เลือกไม่ถูกเลย"
เมื่อไม่กี่วันนี้มีคนมาถามว่า จะใช้เปิดบัญชีเงินฝากประเภทไหนดี มีเยอะแยะไปหมดเลย ก็เลยต้องชวนให้ผู้ถามนั่งลงแล้วค่อยๆ คุยกัน เพราะการเลือกบัญชีเงินฝาก มีประเด็นที่ต้องคำนึงถึงหลายเรื่อง
เรื่องที่ 1 ทำความรู้จักกับบัญชีเงินฝาก บัญชีเงินฝากมีหลายประเภท ประเภทแรกเป็นประเภทที่ใช้กันเยอะ ๆ คือบัญชีออมทรัพย์ บัญชีประเภทนี้จะเป็นบัญชีที่สามารถฝากถอนได้ตลอดเวลา ดอกเบี้ยจะคิดเป็นรายวันตามจำนวนเงิน และจำนวนวันที่ฝากไว้ ไม่ต้องเสียภาษี ถ้าได้รับดอกเบี้ยไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
เงินฝากประจำ เป็นเงินฝากที่มีระยะเวลาในการฝากแน่นอน จ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด (ซึ่งบางครั้งอาจจะมีให้ก่อนได้) แต่ถ้าฝากไม่ถึงระยะเวลาที่กำหนด จะไม่จ่ายดอกเบี้ยเลย หักภาษีดอกเบี้ยจ่าย 15% ของดอกเบี้ยที่ได้รับ
เงินฝากกระแสรายวัน เป็นเงินฝากที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย (หรืออาจจะมีบ้างอย่างของธนาคารไทยเครดิต) ไม่มีสมุดคู่ฝาก และใช้การถอนด้วยเช็ค ดอกเบี้นต้องเสียภาษี 15% ด้วย
เงินฝากปลอดภาษี เป็นเงินฝากที่กำหนดยอดฝากเท่า ๆ กันทุกเดือนตามระยะเวลาที่กำหนด เช่น 24 เดือน 35 เดือน ได้รับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด และไม่ต้องเสียภาษี แต่เงื่อนไขคือ จะต้องมียอดฝากทุกเดือนเท่า ๆ กัน จะเป็นวันไหนก็ได้ขอให้อยู่ในเดือน และ 1 คนมีได้ 1 บัญชีเท่านั้น ธนาคารจะทำเรื่องไปแจ้งสรรพากรว่าได้มีเงินฝากประเภทนี้อยู่
เรื่องที่ 2 ระยะเวลาการฝากเงิน เรื่องนี้เป็นเรื่องจำเป็นกว่าอัตราดอกเบี้ยเสียอีก เพราะบัญชีเงินฝากแต่ละประเภทมีสภาพคล่องที่ไม่เท่ากัน ดังนั้นการจัดเงินจะต้องเลือกให้สอดคล้องกับกระแสเงินของเจ้าของ ถ้าเป็นเงินที่ต้องหมุนเวียนบ่อย ๆ และต้องจ่ายโดยใช้เช็ค ควรจะเป็นกระแสรายวัน

ถ้าเป็นเงินที่เข้าออกบ่อยๆ ต้องการใช้บัตร ATM ควรจะเป็นออมทรัพย์ แต่ถ้าเงินก้อนอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ใช้อะไร ระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป ควรจะใช้เป็นเงินฝากประจำ และถ้าต้องการเก็บเงิน โดยสามารถกันเงินออมได้ทุก ๆ เดือนเท่า ๆ กัน ควรจะเป็นเงินฝากปลอดภาษี

เรื่องที่ 3 อัตราดอกเบี้ย เมื่อเราสามารถเลิอกประเภทได้แล้วให้มาเลือกอัตราดอกเบี้ยว่าควรจะเป็นของธนาคารไหน หรือระยะเวลาเท่าไหร่

ซึ่งเดี๋ยวนี้มีความหลากหลายของเงินฝากจนเริ่มคำนวณดอกเบี้ยไม่ถูกแล้ว เพราะเป็นขั้นบันได วิธีการคือ ให้คำนวนเป็นรายวัน โดยนำ (เงินต้นxอัตราดอกเบี้ย)/365 จะได้ดอกเบี้ยรับใน 1 วัน (ธนาคารนับแบบข้ามคืน) แล้ว x ด้วยจำนวนวันที่ได้รับอัตราดอกเบี้ยนั้นๆ ถ้าเป็นแบบขั้นบันได ให้คำนวณทีละขั้น แล้วนำมารวมกันเมื่อหมดระยะเวลาฝากเงิน จะได้เป็นดอกเบี้ยรับออกมา ทำแบบนี้เพื่อจะได้เห็นว่า เงินที่ได้รับเป็นเท่าไหร่เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

เรื่องที่ 4 สถานที่ในการฝากถอน บางคนเดินทางตั้งไกลเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 0.5% ได้เงินมาอีก 200 บาท แต่เสียค่ารถไปกลับ 500 ไม่คุ้มกันเลย

เรื่องที่ 5 จำนวนเงินที่คุ้มครองจาก พรบ.สถาบันเงินฝาก ซึ่งวันที่ 11 สิงหาคม 54 -10สิงหาคม 55 จะคุ้มครอง 50 ล้านบาทต่อธนาคารต่อผู้ฝากเงิน และหลังจากนั้นไปจะคุ้มครอง 1 ล้านบาทต่อธนาคารต่อชื่อผู้ฝากเงิน (http://www.dpa.or.th/Main.aspx)

ในครั้งหน้า จะมาเล่าให้ฟังเรื่องบัญชีเงินฝาก กับ ตั๋วแลกเงินแตกต่างกันอย่างไร

นายไทยเครดิต
twitter @TCRBank

21 กรกฎาคม 2554

เคล็ดการเลือกซื้อบ้าน ตอนที่ 1 ทำเลไหน ที่ชีวิตลงตัว


"เลือกทำเลผิด อาจคิดจนตัวตาย"

                เมื่อพูดถึงบ้านแล้ว ใคร ๆ ก็อยากได้เป็นเจ้าของ และในชีวิตของคนเรา โอกาสที่จะซื้อบ้านได้หลายๆ ครั้ง มีน้อยเสียเหลือเกิน ในการซื้อบ้านแต่ละครั้ง จะต้องคิดให้ดีดี เพราะผู้ซื้อจะต้องใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ไปอีกนาน จะย้ายบ้านหนี ก็ยาก เสียเงินเยอะ เสียเวลา
                ในการซื้อบ้านสักหลังมีสิ่งที่ต้องพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1.       ทำเล ที่ตั้งของบ้าน
2.       บ้านใหม่หรือมือสอง
3.       ประเภทบ้าน
4.       กำลังซื้อ และการผ่อนชำระ
5.       สร้างเองหรือบ้านจัดสรร
6.       ธนาคารที่จะเลือกใช้บริการ
7.       การตกแต่งบ้าน
ในตอนนี้จะกล่าวถึงการเลือกทำเล หรือที่ตั้งของบ้านก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ต้องคิดตั้งแต่จังหวัด ว่าจะอยู่ที่จังหวัดไหน เขตหรืออำเภออะไร ถนนเส้นไหน ใกล้ไกลกับตลาดหรือแหล่งสาธารณูปโภคมากน้อยแค่ไหน

การเลือกทำเล จะหมายถึงการเดินทางไปทำงาน การทำกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนรูปแบบการใช้ชีวิต ยกตัวอย่าง ถ้าต้องการทำเลกลางเมือง เพื่อให้เดินทางได้สะดวก ใกล้หรือติดรถไฟฟ้า รูปแบบการใช้ชีวิตก็จะเป็นแบบเมือง อาจจะไม่ต้องใช้รถยนต์ในการเดินทาง

แต่ถ้าอยากได้ทำเลชานเมือง สงบ เรียบง่าย เรื่องการเดินทางก็จะลำบากขึ้น อาจจะต้องมีรถ หรือ มีรถสาธารณะที่เข้าถึงที่ทำงาน มีโรงเรียนให้บุตรหลาน โรงพยาบาล  ตลาด
นอกจากเรื่องการใช้ชีวิต การทำงานแล้ว บางคนยังเลือกทำเลจากครอบครัวใหญ่ ก็เป็นอีกสาเหตุก็ได้ หมายถึง การต้องอยู่ใกล้กับพ่อแม่ ญาติ ๆ เพื่อสะดวกในการดูแล เยี่ยมเยียน ปัจจัยในการเลือกทำเลนี้เป็นปัจจัยแรกที่สุดในการเลือกบ้านสักหลัง เพราะจะเป็นตัวกำหนดเรื่องอื่น ๆ ตามมา ตั้งแต่ราคา รูปแบบบ้าน ประเภทของบ้าน ซึ่งจะกล่าวในตอนต่อ ๆ ไป

นายไทยเครดิต
twitter @TCRBank